ต้นกระดาษสวนกิตติ ยูคาลิปตัส ไม้โตเร็ว พืชเศรษฐกิจ สวนป่าเชิงพาณิชย์ ณัฐฐิกาชฏา ดำเนินชาญวนิชย์ ณัฐชปกรณ์ กิตติ : หน้าแรก
1. ต้นกระดาษสวนกิตติแตกต่างจากต้นกระดาษ /ยูคาลิปตัสทั่วไป อย่างไร ?
เพราะ "ต้นกระดาษสวนกิตติ" ผ่านการผลิตจากพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตมากกว่า 30 ปี มีการถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ต้นกระดาษทุกสายพันธุ์ผ่านการปลูกทดสอบและคัดเลือกไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงนำสายพันธุ์จำหน่ายและส่งเสริม แก่เกษตรกร ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า "ต้นกระดาษสวนกิตติ" คืออันดับหนึ่งในด้านคุณภาพเหนือกล้ายูคาลิปตัสจากแหล่งอื่น นอกจากนี้เทคโนโลยีในการผลิต ตลอดจนการวิจัยพัฒนาคุณภาพสายพันธุ์ ยังคงเป็นสูตรลับความสำเร็จของ "ต้นกระดาษสวนกิตติ" ที่ไม่มีผู้ผลิตรายใดลอกเลียนแบบได้ ด้วยคุณภาพมาตรฐานของกล้าไม้ระดับพรีเมี่ยมจากเรา คุณจึงมั่นใจได้ว่า ต้นกระดาษสวนกิตติ ทุกต้น ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ด้วยสายพันธุ์ที่หลากหลาย ต้านทานต่อโรคพืชและแมลงได้ดี
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. ทำไมต้องมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ?
1 : ในการลงทุกด้านเกษตรกรรม สายพันธุ์ของพืชที่จะปลูกเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องคำนึงถึง และสายพันธุ์พืชทุกชนิดจะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้นอยู่เสมอ เช่นเดียวกับยูคาลิปตัสที่มีการพัฒนาเพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่มีผลผลิตที่สูงขึ้น ใช้ต้นทุนในการดูแลรักษาลดลง 2 : เมื่อตัดสินใจลงทุนปลูกแล้ว ควรคัดเลือกอย่างน้อย 2 สายพันธุ์ขึ้นไป ตามหลักการปลูกแบบวนเกษตรเพื่อให้พืชส่งเสริมซึ่งกันและกัน และเป็นการลดความเสี่ยงด้านโรคและแมลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การปลูกหลายสายพันธุ์จึงเป็นการป้องกันการสูญเสียผลผลิตทั้งหมด ธุรกิจยังคงดำเนินอยู่ได้อย่างปลอดภัย 3 : แม้ว่าสายพันธุ์จะถูกพัฒนาไปให้ดีอย่างไรก็ตาม โรคและแมลงก็มีวิวัฒนาการในตัวของมันเองอยู่เสมอ ดังนั้นผู้ปลูกควรตัดสินใจคัดเลือกพันธุ์ใหม่ๆ ที่ยังมีภูมิต้านทานต่อโรคและแมลงในพื้นที่จนไม่สามารถทำลายผลผลิตในพื้นที่ปลูกของตนเองได้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. ทำไมต้องต้นกระดาษสวนกิตติ ?
เพราะว่า "สวนกิตติ" คือ ต้นกำเนิดของปลูกยูคาลิปตัสเชิงพาณิชย์ การพัฒนาสายพันธุ์ และเป็นผู้นำในผลิตยูคาลิปตัสแบบเพาะเนื้อเยื่อ ในประเทศไทย จึงมีประสบการณ์ด้านยูคาลิปตัสมากกว่า 30 ปี "ต้นกระดาษสวนกิตติ " จึงเป็นการตอกย้ำถึง ผู้ผลิต และส่งเสริมกล้ายูคาลิปตัสมาที่ได้รับความเชื่อถือจากการปลูกกว่าหนึ่งล้านไร่ทั่วประเทศ ผ่านเกษตรกรหลายแสนราย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. ต้นกระดาษพันธุ์เนื้อเยื่อสวนกิตติ กับยูคาลิปตัสพันธุ์เมล็ดต่างกันอย่างไร ?
1 : ต้นกระดาษพันธุ์เนื้อเยื่อสวนกิตติ สามารถให้ผลผลิตได้ดีถึง 14-20 ตัน/ไร่/5 ปี ไม่มีโอกาสกลายพันธุ์ เนื่องจากเป็นพันธุ์เนื้อเยื่อ เจริญเติบโตไว ลำต้นสม่ำเสมอ เปลือกบาง เนื้อไม้มาก สามารถต้านทานโรคได้สูง เนื่องจากมีการวิจัย และพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง 2 : ต้นยูคาพันธุ์เมล็ดทั่วไป สามารถให้ผลผลิตได้ 8-10 ตัน/ไร่/5 ปี ซึ่งลำต้นมีโอกาสกลายพันธุ์ได้ง่าย ลักษณะไม่เหมือนเดิม ลำต้นแคระแกร็น โตช้า ลำต้นคดงอ มีกิ่งง่ามใหญ่ ไม้มีหลายหลายขนาดในแปลง การเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ เปลือกหนา ไม้น้อย และเสี่ยงต่อการเป็นโรคและแมลงสูง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
5. ต้นกระดาษสวนกิตติ สายพันธุ์ไหน ดีที่สุด ?
สายพันธุ์ที่เหมาะสมกับในแต่ละพื้นที่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด ต้นกระดาษสวนกิตติมีหลากหลายสายพันธุ์ที่พัฒนามากว่า 25 ปี เช่น K62 K83 กลุ่ม SK เป็นต้น เืพื่อให้ปรับตัวได้ทันสภาพแวดล้อม โรค และแมลงต่าง ๆ โดยมุ่งหวังให้ผู้ปลูกได้รับความคุ้มค่าอย่างสูงสุด ดังนั้นผู้ปลูกควรสอบถามจากพนักงานขายที่มีความชำนาญ หรือ สอบถามจากตัวแทนจำหน่ายของเรา จะช่วยทำให้การเลือกสายพันธุ์ต้นกระดาษตรงกับพื้นที่และได้สายพันธุ์ที่ดีที่สุด นั่นเอง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
6. ต้นกระดาษสวนกิตติ มีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ?
เพราะทุกกระบวนการของการผลิตและจำหน่ายต้นกระดาษสวนกิตติ เราคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น ในกระบวนการผลิตต้นสต๊อก เราใช้วิธีทางธรรมชาติ คือ ตัวเบียนในการจำกัดแมลงในแปลงทดแทนการใช้สารเคมี อย่างใช้แมลงช้างปีกใสแทนสารเคมีเป็นต้น กระบวนการเพาะเลี้ยงในโรงเรือน เราใช้ระบบเซนเซอร์ ช่วยควบคุมน้ำและอุณหภูมิ ทำให้ช่วยประหยัดน้ำและพลังงาน ในขั้นตอนการปลูก ถ้าผู้ปลูกมีแหล่งน้ำ เราจะแนะนำให้ปลูกในช่วงฤดูแล้ง เพื่อลดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแปลง แถมยังช่วยประหยัดต้นทุนอีกด้วย เห็นมั๊ยล่ะว่า ต้นกระดาษสวนกิตติมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมจริงๆ เพราะต้นกระดาษสวนกิตติเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
7. อยากปลูกต้นกระดาษสวนกิตติ ต้องทำอย่างไร ?
หากท่านไม่เคยปลูกต้นกระดาษสวนกิตติมาก่อน และต้องการปลูก แต่ไม่รู้จะเิริ่มต้นอย่างไร วิธีที่ง่าย คือ ส่งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ผ่านหน้าติดต่อเรา แล้วเราจะติดต่อกลับไปอย่างรวดเร็วที่สุด หรือโทรติดต่อมาที่ศูนย์บริการสมาชิก ภาคตะวันออก โทร :038-599-099 ภาคอื่นๆ โทร : 086-086-3333 ทุกวันจันทร์ - เสาร์ เวลา 8.00 -17.00 น. เรามีพนักงานขายที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ พร้อมจะให้คำแนะนำ คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เรายินดีที่จะเริ่มต้นด้วยกันไปตั้งแต่ก้าวแรก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
8. ต้นกระดาษสวนกิตติปลูกระยะไหนได้ผลผลิตดีที่สุด?
ระยะปลูกต้นกระดาษสวนกิตติ มี 3 ระยะมาตรฐาน ได้แก่ 1. ระยะ 2.0 x 3.0 เมตร ใช้กล้าจำนวน 270 ต้น/ไร่ 2. ระยะ 1.8 x 3.0 เมตร ใช้กล้าจำนวน 300 ต้น/ไร่ 3. ระยะ 1.5 x 3.0 เมตร ใช้กล้าจำนวน 355 ต้น/ไร่ โดยท่านสามารถเลือกปลูกได้ตามความต้องการและความเหมาะสม ระยะที่นิยมปลูก และสมาชิกส่วนใหญ่ยืนยันว่าให้ผลผลิตดีที่สุด คือ ระยะ 1.5 x 3 เมตร หรือ 355 ต้น/ไร่ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการจัดการแปลงและการดูแลรักษาของผู้ปลูกด้วย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
9. ต้นกระดาษสวนกิตติปลูกร่วมกับพืชอื่นได้หรือไม่ แล้วมีพืชชนิดใดบ้าง?
ได้แน่นอนครับ เพราะเมื่อต้นกระดาษสวนกิตติเริ่มตั้งตัวได้แล้ว จะสามารถปลูกพืชอื่นได้ ทั้งนี้ผู้ปลูกต้องมีการจัดการที่ดีที่สำคัญ คือ ต้องระวังไม่ให้เกิดการบดบังแสงแดด และแย่งธาตุอาหารในดิน จนมีผลกระทบต่อพืชหลัก หากต้องการปลูกพืชร่วมกับต้นกระดาษทางที่ดีที่สุด ควรมีการวางแผนก่อนปลูก เพื่อจัดวางผังแปลงและกำหนดระยะปลูกให้เหมาะสมกับพืชร่วมต่อไป เช่น อาจจะเป็น 4 x 6 เมตร, 3 x 8 เมตร หรือ 2 x 10 เมตร ขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิด พืชที่นิยมปลูกร่วมกับต้นกระดาษสวนกิตติ ได้แก่ ข้าว ผลไม้ มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
10. ทำไมต้องเลือกซื้อต้นกระดาษสวนกิตติจากบริษัท สมาชิกส่งเสริม จำกัด?
เพราะท่านจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากเรา ได้แก่ 1.ได้รับราคาประกัน 2.ได้กล้าพันธุ์ดีที่ผ่านการปลูกทดสอบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี 3.กล้าที่ปลูกเป็นไม้พันธุ์เนื้อเยื่อของแท้ ไม่กลายพันธุ์ ผลผลิตต่อไร่สูง 4.ได้รับคำแนะนำเทคเนิคใหม่ ๆ ตลอดจนการดูแลแปลงปลูกอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ 5.พร้อมรับโปรโมชั่นสุดพิเศษทุก ๆ เดือน ไม่ว่าจะเป็นราคากล้า ส่วนลด สิทธิพิเศษ และของแถมมากมาย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
11. ต้นกระดาษพันธุ์เนื้อเยื่อมีคุณสมบัติดีอย่างไร ทำไมต้องเลือกปลูกต้นกระดาษพันธุ์เนื้อเยื่อ ?
ด้วยการใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเข้ามาช่วยในการขยายกล้าพันธุ์จากต้นแม่ที่ได้รับการ คัดเลือกว่าดีแล้ว จะทำให้มีการเจริญเติบโตที่ดี ได้ผลผลิตในอัตราที่สูง และในการนำไปทำเยื่อกระดาษก็ จะทำให้ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเนื่องจากช่วยลดการใช้สารเคมีในการฟอกเยื่อกระดาษ การเพาะเลี้ยงเนื่อเยื่อนั้น จะทำให้ได้กล้าพันธุ์ที่เหมือนต้นแม่ที่ต้องการที่ผ่านการคัดเลือกที่ดีแล้วแล้ว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
12. การปลูกต้นกระดาษสวนกิตติ ทำใหมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือ ?
ยูคาลิปตัส ไม่ได้มีพิษภัยต่อระบบนิเวศ ต่อพืชพรรณ หรือสัตว์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากระบบการปลูกเป็น เชิงเดี่ยวที่กว้างขวางเกินไป เช่นเดียวกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวโพด ไม้สัก หรือมัน สำปะหลัง ที่ไม่ได้มีระบบการจัดการบำรุงดินที่ดีก็จะมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน และในทางตรงกันข้าม ต้นกระดาษสวนกิตติยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ด้วยการผลิตที่ใช้สารธรรม ชาติและตัวเบียนในการกำจัดศัตรูของต้นกระดาษ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
13. Clonal Stock คืออะไร?
Clonal Stock ก็คือ กระบวนการผลิตต้นกระดาษสวนกิตติอีกหนึ่งกระบวนการ ที่เรียกว่า "แปลงสต๊อก" ซึ่งมีพื้นที่แปลงรวม 306 ไร่ ใช้ระบบการให้น้ำแบบระบบ Sprinkle จำนวนต้นสต็อกปัจจุบันมีกว่า 6.3 ล้านต้น พร้อมตัด 3.2 ล้านต้น พักตอปัจจุบันจำนวน 190,000 ต้น ที่เพิ่งปลูกใหม่ จำนวน 2.8 ล้านต้น โดยเป็นต้นแม่พันธุ์จากกล้าเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อายุการใช้งาน เฉลี่ยประมาณ 3 ปี นั่นเอง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
14. ความคุ้มค่าจากการลงทุนปลูกต้นกระดาษสวนกิตติเป็นอย่างไร ?
การลงทุนปลูกต้นกระดาษถือว่า มีความคุ้มค่ามาก เนื่องจาก • ต้นกระดาษ ไม่มีความเสี่ยง ด้านภูมิอากาศ สามารถปลูกได้ทั้งในหน้าฝน และหน้าแล้ง เติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ มีความต้านทานโรคสูง • มีการประกันราคารับซื้อคืนทุกต้น • การดูแลรักษา ต้นกระดาษจะดูแลได้ง่าย และไม่เสียเวลาในงานประจำของเกษตรกร หรือ ผู้ลงทุน • ระยะเวลาการปลูก ต้นกระดาษจะใช้เวลาเพียง 3 ปี ในการได้รับผลตอบแทนคืน • ต้นกระดาษมีจุดรับซื้อใกล้แหล่งไม้ มีการบริการหลังการขาย มีการจัดหาแรงงาน ตั้งแต่ปลูก ดูแลรักษา จนถึงตัดบรรทุกให้กับลูกค้า
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
15. กว่าจะมาเป็นต้นกระดาษสวนกิตติต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง?
กว่าจะมาเป็นต้นกระดาษสวนกิตตินั้น ต้องผ่านกระบวนการค้นคว้า วิจัย และพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดีที่สุด โดยนักวิจัยและทีมงานผู้เชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออย่างพิถีพิถันในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน นำไปผลิตเป็นต้นสต๊อกในพื้นที่แปลงสต๊อกที่ใช้วิธีธรรมชาติจัดการธรรมชาติ แล้วนำไปเพาะเลี้ยงในโรงเรือนที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น สู่ลานอนุบาลกล้าไม้ที่ลดการใช้สารเคมี และนำออกสู่ศูนย์จัดจำหน่ายต้นกระดาษสวนกิตติทั่วประเทศให้เกษตรกรได้ซื้อหรือจอง เพื่อที่จะสามารถนำไปปลูกได้กับทุกสภาพพื้นที่และได้ผลิตที่ดีเยี่ยมนั่นเองครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
16. คือต้นอะไร ?
ต้นกระดาษสวนกิตติ คือ ยูคาลิปตัสเนื้อเยื่อ ที่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์มามากกว่า 25 ปี เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เพราะต้นกระดาษสวนกิตติ ไม่มีข้อจำกัดทางด้านฤดูกาลเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว เหมือนกับพืชเกษตรอื่นๆ ทั้งยัง มีความเหมาะสมกับการปลูกในทุกพื้นที่ของประเทศ เหมาะสมกับทุกสภาพแวดล้อม โดยมีลักษณะลำต้นสูงโปร่ง ไม่มีกิ่งก้าน ไม่บดบังแสงแดด มีความต้านทานโรคสูง เปลือกบาง เนื้อไม้เยอะ ดูแลและบำรุงรักษาไม่ยุ่งยาก ทนต่อโรคและแมลง และที่สำคัญมีการปรับปรุงระบบรากให้ไม่มีรากแก้วแต่ใช้รากฝอยในการหาอาหาร ส่งผลให้ต้นกระดาษสวนกิตติไม่ไปแย่งชิงอาหารหรือน้ำของพืชที่อยู่ใกล้เคียง สามารถปลูกบนหัวไร่คันนา หรือ ปลูกควบคู่กับพืชอื่นได้ เป็นการพึ่งพาแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ต้นกระดาษจึงปลูกได้ทุกฤดู ดูแลง่าย โตไว กำไรงาม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
17. หากกล้าไม้ที่มีไข่แมลงติดมาในระยะแรก เราสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ อย่างไร?
ในระยะแรกหากตรวจพบว่า ต้นกล้ามีการเจาะวางไข่ การฉีดพ่นคลอไพริฟอส+ไซเปอร์เมทริน ทำให้ไข่ของแมลงฝ่อได้ หากรักษาตามโปรแกรมที่กำหนดได้ แล้วเฝ้าสังเกตอาการ ประมาณ 1-2 เดือน หากต้นไม้ไม่สร้างปม จึงมั่นในได้ว่าสามารถรักษาให้หายได้ อย่างไรก็ตามหากไม่รักษาตามโปรแกรม ถ้าหมดฤทธิ์ยาแล้วแมลงที่อยู่ตามธรรมชาติก็สามารถเข้ามาทำลายและวางไข่ใหม่ได้ดีอีกเช่นกัน เพิ่มเติม: ชนิดยาที่มีประสิทธิภาพในการฉีดพ่น ชื่อสามัญ คาร์โบซัลแฟน (ชื่อการค้า พอสต์) อัตราการใช้ 40 ซีซี ผสมน้ำ 2 ลิตร
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
18. จะมีวิธีการดูแลแปลงไม้อย่างไร ให้ปลอดภัยจากการเข้าทำลายของแตนฝอยปมบ้าง?
ต้องกำจัดวัชพืชในแปลง อย่าให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงศัตรูพืช ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นกล้า ฉีดพ่นไพคลอริฟอส+ไซเปอร์เมทริน และคอยสังเกตอาการ ถ้าพบว่ามีแมลงต้องฉีดพ่นซ้ำอย่างสม่ำเสมอ และเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
19. สารเคมีชนิดใดสามารถป้องกัน กำจัดแล้วได้ผลบ้าง มีวิธีการใช้อย่างไรให้ได้ผลมากที่สุด?
ฉีดพ่นคลอโรไพริฟอส+ไซเปอร์เมทรินในอัตราส่วน 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร และควรผสมสารจับใบด้วย แนะนำให้ฉีดพ่นช่วงแดดอ่อน ปลอดฝน ร่วมกับการเร่งปุ๋ย หากฉีดพ่นยาแล้วฝนตกหลังฉีดไม่เกิน 6 ชม. ต้องฉีดพ่นใหม่
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
20. การฉีดพ่นสารเคมีแล้วสามารถควบคุมอาการได้จริงหรือไม่ ตัวแมลงตายหรือไม่ แล้วต้องฉีดพ่นกี่ครั้ง ต้องคอยระวังอาการอะไรบ้าง และแน่ใจได้อย่างไรว่าหายแล้ว?
สามารถควบคุมได้ระยะหนึ่งตอนที่ยังไม่พัฒนาเป็นตัวอ่อน ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าหายขาด เพราะการฉีดพ่นสารฆ่าแมลงเป็นการควบคุมไม่ให้แมลงเข้าทำลายช่วงที่ต้นไม้ยังเล็กอยู่ ในช่วงนี้วิธีที่ดีที่สุด คือ การใส่ปุ๋ยเพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตและสามารถทนทานต่อการเข้าทำลายของแมลง สารเคมีที่แนะนำเมื่อฉีดพ่นสามารถฆ่าตัวแมลงที่มีในแปลงได้ และสามารถควบคุมอาการได้ระดับหนึ่ง จำนวนครั้งที่ฉีดให้ดูจากยอดใหม่ที่แตกมา หากสังเกตยังพบรอยเจาะวางไข่ จำเป็นต้องฉีดซ้ำ หากไม้ฟื้นตัวใบยอดจะขยาย และไม่พบอาการยอดฝอย ยอดใหม่ไม่มีรอยเจาะแสดงว่าไม่มีแมลงในแปลง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
21. นอกเหนือจากการฉีดพ่นสารฆ่าแมลงแล้ว มีวิธีป้องกันกำจัดอื่นอีกหรือไม่ การเร่งปุ๋ยช่วยได้อย่างไร ต้องใช้ปุ๋ยสูตรไหน?
การเร่งปุ๋ยร่วมกับการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชช่วยได้มาก เพราะแมลงจะเข้าทำลายโดยการวางไข่เฉพาะเนื้อเยื่อที่ยังอ่อนอยู่ โดยปุ๋ยที่แนะนำนั้นจะเป็นปุ๋ยขี้ไก่ เนื่องจากปราศจากสารเคมี จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งหาง่ายหรือแทบไม่ต้องซื้อ หากเกษตรกรเลี้ยงไก่อยู่แล้ว แต่หากจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี สูตรที่แนะนำ คือ 18-8-4 หรือ 16-16-8
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
22. ค่าใช้จ่ายในการป้องกัน และรักษาอาการ จากการเข้าทำลายของแตนฝอยปมสูงหรือไม่ อย่างไร?
รวมค่าใช้จ่ายแล้ว ประมาณการที่ต้นละ 30 สตางค์ ต่อครั้ง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
23. แนวโน้มการระบาดของแมลงชนิดนี้ จะยังอยู่อีกนานไหม จะลดลงหรือไม่?
ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดจากทางราชการ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถ้าไม่รีบควบคุมในช่วงระยะการวางไข่ เพราะแพร่พันธุ์ได้เร็วมาก แนวทางลดปริมาณแมลงในพื้นที่ โดยพื้นที่ใกล้เคียงติดต่อกันให้ทำการฉีดพ่นยาไปพร้อมๆ กัน เพื่อฆ่าตัวแมลงและป้องกันไข่ฟัก แปลงไม้หน่อเมล็ดที่มีการระบาดรุนแรงต้องรีบทำลาย ไม่ให้เป็นแหล่งสะสม แพร่ระบาด
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
24. ความเป็นไปได้แค่ไหน ที่ไข่ของแมลงจะติดมากับต้นพันธุ์ของบริษัท?
เป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากบริษัทมีการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ 100% เมื่อนำต้นกล้าไปปลูก แมลงที่อาศัยในธรรมชาติก็จะเข้าไปวางไข่ซ้ำอีก ถ้าไม่ฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงก็จะพัฒนาเป็นปุ่มปมและฟักตัวออกมาขยายพันธุ์ต่อไป
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
25. หากตรวจพบว่าไข่แมลงติดมากับกล้าไม้ของบริษัท บริษัทจะรับผิดชอบหรือไม่อย่างไร หรือจะรับกล้าคืนหรือไม่?
ลูกค้าต้องร่วมตรวจสอบก่อนนำกล้าออกจากบริษัท โดยในกระบวนการดังกล่าวหากตรวจพบว่ามีแมลงปะปนมา ลูกค้าสามารถเปลี่ยนกล้าถุงใหม่ได้ทันที และถ้านำกล้าไม้ออกไปแล้วภายใน 3 วัน ถ้าตรวจสอบพบ ลูกค้าสามารถนำกล้าไม้มาเปลี่ยนคืนบริษัทได้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
26. แนวการแก้ไขระยะยาว?
1.ใช้หลักการควบคุมแบบชีววิธีในการควบคุมแมลง เช่น การใช้ศัตรูธรรมชาติ ตัวห้ำ-ตัวเบียนที่มีประสิทธิภาพ 2.การปรับปรุงพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสให้มีความต้านทานต่อศัตรูพืชสูง เพื่อขยายฐานพันธุกรรมของไม้ยูคาลิปตัสให้กว้างขึ้น 3.หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเล็งเห็นความสำคัญของปัญหา และเร่งดำเนินการค้รคว้าวิจัยเพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ได้ผล และเหมาะสมต่อไป
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
27. การป้องกันและกำจัดเบื้องต้นทำได้อย่างไรบ้าง?
1.หมั่นสำรวจหาแตนฝอยปมในหน้าฝนตามก้านใบ กิ่งอ่อนหรือยอดอ่อนของต้นยูคาลิปตัสทั้งในแปลงไม้ยูคาลิปตัสปลูกใหม่ หรือแปลงไม้หน่อ(ยูคาลิปตัสที่แตกหน่อขึ้นใหม่ภายหลังการตัดฟัน) หากพบอาการให้รีบจัดการทำลายโดยอาจเผาทิ้งเพื่อตัดวงจรการระบาดของแมลงไม่ให้กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นต่อไป แต่หากพบการระบาดหนักมากก็จำเป็นต้องใช้สารเคมีประเภทดูดซึมฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลง 2.การดูแลและการจัดการแปลงปลูกไม้ยูคาลิปตัส ได้แก่ การทำให้ต้นไม้ไม่เครียด แข็งแรง และเจริญเติบโตรวดเร็ว การจัดการแปลงปลูกยูคาลิปตัสและดูแลอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืชเพื่อลดถิ่นอาศัยและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของแมลง ใส่ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงให้ดินอุดมสมบูรณ์ เร่งการเจริญเติบโต จัดการให้ต้นยูคาลิปตัสได้รับแสงสว่างเพียงพอและเต็มที่
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------